1. คืนหนึ่งของกรุงเทพ

ในร้านอาหาร ท่ามกลางเสียงเพลง และผู้คนในแสงสีเหลืองปนส้มของดวงไฟ
กลุ่มคนแห่งกาลสมัยยังคงเต้นระบำในท่วงท่าแปลกประหลาด

เงินเดือนหลักหมื่นถูกจัดสรรแบ่งส่วนเพื่อซื้อค่านิยมสำหรับคนมีระดับ
กลุ่มก้อนสังสรรค์ของค่ำคืนถูกซื้อมาด้วยคำหวานหว่านโปรยในระดับหัวใจแลกหัวใจ
บนโลกเสมือนเวิ้งว้าง กว้างแสนกว้างใบนั้น
ผู้คนบางกลุ่มถูกจับกระจุกรวมตัวเข้าด้วยกันอย่างไม่น่าเชื่อ

บางทีคนเราก็เพียงแค่เหงาและต้องการเพื่อนบ้าง ก็เท่านั้นใช่ไหม

 

ที่นอกกระจกกั้น
พ่อค้าปลาหมึกปิ้งในเสื้อสีเก่าตุ่น ๆ กำลังเข็นรถปลาหมึกผ่านหน้าเราไป
วัน ๆ หนึ่งจะต้องยืนบดปลาหมึกแถวบน แถวล่าง ย่างไฟหอมสักกี่มากน้อยกันนะ

แต่เป็นเพราะในแต่ละชีวิต
ย่อมจะต้องมีรูปแบบของตัวเองอยู่เสมอ
เราจึงมีเหตุอ้างถึง เอาไว้ผ่อนคลายความหนักอึ้งของระดับความเหลื่อมล้ำให้เบาบางลงได้

เสียงเพลงในภาษาของชาติอื่นยังคงดังเคล้าคลอ
เกมฟุตบอลของโลกฝั่งตะวันตกในจอสี่เหลี่ยมก็ยังคงดำเนินต่อไป


นาทีแห่งความสุข ไม่มีใครนึกถึงปลาหมึกปิ้ง หรือสิ่งมีชีวิตอื่นใดข้างถนน

 

 

2. ป้ายรถเมล์ในคืนเดิม

ป้ายรถเมล์ สว่างด้วยแสงนีออนจากป้ายโฆษณา
ข้าง ๆ หมาพุดเดิ้ลหน้าตาเหนื่อยหนักนอนหลับตารวมอยู่กับหมาพันธุ์ทางอื่น ๆ
อาจจะด้วยหลงทางหรือโดนเจ้าของปล่อยทิ้งก็สุดจะคาดเดา
แต่อย่างไรเสียในนาทีนี้ไม่ว่าพุดเดิ้ลมีสกุลหรือหางดาบหน้าไหน ก็กลายเป็นหมาข้างถนนครือกัน


บางคนเอ่ยปากสงสารหมาพุดเดิ้ลตัวจ้อย
ฉันนึกในใจ มีเหตุผลอะไรที่จงใจสงสารเพียงแต่ไอ้หมาขนหยิกหยอยนั่น
ไอ้ตูบ หางดาบตัวอื่นไม่สมควรได้รับสักส่วนหนึ่งของความสงสารนั้นหรอกหรือ

หรือเพราะแค่พุดเดิ้ลเป็นตัวแทนหมาหรูหรา ที่มีความเป็นอยู่สบายจนเคยชินชีวิต
เมื่อถึงเวลาตกระกำลำบากยากแค้นจึงดูน่าสงสารเกินปกติ


เรื่องของหมา ที่บ่งชัดถึงทัศนคติบางอย่างที่ต่างออกไปจากที่เคยรับรู้

หรืออาจเป็นเพราะอคติชนิดหนึ่งในใจ
ที่ฉันไม่เคยรักสุนัขชนิดพุดเดิ้ลเลยสักนิด เพียงสักเสี้ยวหนึ่งก็ไม่เคย

ประเด็นสุนัข หมา ถูกลืมหายไปพร้อมกับเพลงพ็อพรักสามัญบนแท็กซี่สีมาตรฐานคันหนึ่ง

 

 


3. ตีหนึ่งสิบเอ็ดนาที

ฉันพบตัวเองยืนอยู่ข้างร้านสะดวกซื้อสีส้มเขียวในสภาพกรุ่นกลิ่นแอลกอฮอล์
กำลังปล่อยชีวิตให้อยู่ในรูปแบบที่ไม่ใส่ใจสายตาของใครอีกครั้ง

ผลักประตูที่ส่งเสียงร้องน่ารำคาญเข้าไปซื้อไส้กรอกหมูสอดไส้เนยแข็งอย่างดีสองชิ้น
จ่ายเงินสำหรับอาหารหมาและน้ำดื่มสำหรับตัวเอง
ออกมานั่งยอง ๆ ที่ข้างทางเดินเท้า
แบ่งไส้กรอกออกเป็นชิ้นเล็กย่อย แล้วจึงเททิ้งตรงหน้าหมาข้างถนนผอม ๆ

เพราะถึงแม้จะคนละชีวิตกับกลุ่มหมาที่ป้ายรถเมล์นั่น
แต่อย่างไรเสีย ไส้กรอกอุ่นกลิ่นหอมในคืนของฤดูหนาว ก็เป็นสวรรค์น้อย ๆ ของหมาอยู่ดีนั่นล่ะ


นั่งมองหมากินไส้กรอกเนยแข็งพลางหยิบบุหรี่ขึ้นจุดสูบ
อัดควันสีเทาเบาบางลงปอดอย่างลึกที่สุดเท่าที่ร่างกายจะสามารถ
พ่นควันที่เหลือกลับออกมาเป็นสาย จนดูคล้ายมีหมอกตอนเช้าลอยนิ่งอยู่ตรงหน้า

 


4. นานเท่าหนึ่งบุหรี่หมด

ฉันลุกขึ้นหยิบกุญแจจากกระเป๋าถือ เดินตัวเอียงนิดหน่อยเข้าไปในตัวอาคารคุ้นตา
กดลิฟต์เลื่อนตัวขึ้นชั้นหก และเดินออกไปตามทางเดินด้านขวามือ
ไขประตูบานหนึ่งที่ทางซ้าย ให้เกิดเสียงดังน้อยที่สุดด้วยความพยายามอย่างยากยิ่ง

เดินดิ่งเข้าห้องน้ำ จัดการคราบเหงื่อไคลจนแน่ใจว่าหมดจดดีแล้ว
หยิบเสื้อยืดตัวเก่าของเจ้าของห้องมาสวมแทนชุดนอนที่ส่งซัก

ค่อย ๆ สอดตัวลงในผ้าห่มอุ่น
ซุกตัวเบียดเข้าหาอีกร่างหนึ่งที่นอนหายใจด้วยจังหวะสม่ำเสมอ

ฉันสวมกอดด้วยความคิดถึงที่จู่โจมขึ้นมาในนาทีนั้น
และแทบจะทันทีที่เขาพลิกตัวกลับมาสวมกอดฉันกลับ พร้อมแนบริมฝีปากลงบนเปลือกตา
ฉันรู้สึกคล้ายมีน้ำตาอุ่น หยดลงบนหมอนใบนุ่มที่ใช้หนุนนอน

 

ในบางค่ำคืน
ฉันก็ต้องการแค่อ้อมกอดดี ๆ เพียงสักอ้อมกอดหนึ่งเท่านั้น

 


5. เช้าต่อมาในฤดูหนาว

ฉันตื่นก่อนเขา จัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่
ยืนอยู่ด้านนอกของประตู กดล็อกจากด้านในและผลักประตูปิดลงเหมือนเก่าด้วยเสียงเบาเท่าเมื่อคืน

ฉันชอบที่จะร้องขอการสวมกอดในบางค่ำคืน
และหายตัวไปในตอนเช้า ราวกับไม่เคยอยู่ที่นั่นเหมือนกับในเช้าวันนี้

 

 

เพราะกลางคืนของฤดูหนาวมักทำให้เกิดความรู้สึกเหงาอย่างสม่ำเสมอ

 


....

7. ในคืนชื้นฝน 

ฉันกดบุหรี่ลงกับขอบระเบียงหมาดฝน โบกมือไล่ควันสีเทาให้จางหาย
ถอนหายใจทิ้งอย่างเหนื่อยหนัก
เริ่มต้นคืนที่นอนไม่หลับด้วยการนึกถึงเรื่องที่จับต้องไม่ได้

ที่ข้อมือมีรอยไหม้เล็ก เล็ก อยู่บนนั้น
เหตุจากขณะหนึ่งที่เผลอ ฉันกดบุหรี่ลงใกล้ข้อมือตัวเองอย่างเลื่อนลอย

หยุดจากบุหรี่
แล้วหยิบขวดแก้วใสจรดลงกับริมฝีปาก ปล่อยของเหลวเย็นเยียบไหลผ่านลำคอ
ดื่มให้แก่มหานครแห่งการหลับใหล และเหตุผลของความไม่เข้าใจทั้งหมดที่มี
 




8. เสียงในอากาศ

"ใคร ๆ เขาก็เลิกสูบกันหมดแล้ว  ท่าจะเหลือแค่เธอคนเดียวแล้วล่ะมั้ง"
เสียงใครสักคนบ่นเปรยในอากาศ
ฉันหัวเราะเบา ยักไหล่ แสดงท่าคล้ายไม่ยี่หระอะไรกับคำพูดลมลอยนั่น

กดไลท์เตอร์ให้สว่างขึ้น แล้วเริ่มต้นเผามวนกระดาษอีกครั้ง
อัดควันขาวเข้าสู่ลมหายใจอย่างที่เคย
แค่เพียงครู่ ควันอุ่นก็ถูกพ่นกลับและลับหายไปในอากาศ

"ฉันสูบเพราะนอนไม่หลับก็แค่นั้นเอง
  แต่ถ้ารำคาญมากนัก ฉันจะเลิกก็ได้ เอาอย่างนั้นไหม"

"เมื่อไหร่เธอจะเลิกประชด" น้ำเสียงเขาเริ่มขุ่น
และฉันทำได้แค่ส่งเสียงหัวเราะแทนคำตอบ




 

9. สิ่งซึ่งปรารถนา

เขาหลับไปแล้ว เหลือแค่ฉันในคืนพระจันทร์จาง จาง ที่ระเบียงชื้นฝน
กับคำพูดที่ฉันพึมพำลำพังคนเดียวโดยที่เขาไม่เคยได้ยินนั่น มันเกือบจะเรียกได้ว่าสัญญาเลยทีเดียวนะ


เพราะมันก็เป็นแค่บางทีที่ฉันอยากจะเป็นคนดี ให้มากพอที่เขาจะปลื้มใจ

 


 

10. September 19'


กลางดึกค่อนคืน ฉันเดินเอื่อยกลางละอองฝนพรม
แสงไฟบนถนนราชดำเนินสะท้อนลงบนพื้นถนนหมาดฝน บรรยากาศเงียบงัน มีรถวิ่งบางตา คล้ายรอการเคลื่อนไหวบางอย่าง

ไม่นานเสียงเพลงในคลื่นอากาศขาดหาย กลายเป็นประกาศจากคณะปฏิรูปการปกครองเข้ามาแทรกแทนที่
ฉันหันไปสบตาเขาด้วยความประหลาดใจ
เมื่อข่าวเล่าลือจากชายหนุ่มที่เดินข้างกลายเป็นจริงในนาทีนี้แล้ว

ทันทีที่เห็นทหารในเครื่องแบบที่ข้างหน้า ฉันรีบสาวเท้าเข้าใกล้เขาให้มากกว่าเดิม
กลิ่นของอากาศเปลี่ยนไป
นั่นทำให้ฉันรู้สึกประหลาด คล้ายหวาดกลัวผสมกับตื้นตันยินดี

เราหยุดฝีเท้าตรงที่ป้ายรถเมล์แสงจ้าจากไฟโฆษณาป้ายหนึ่ง
คนอื่นบนถนน รวมกันอยู่ไม่ไกลจากเรา
หลายคนถ่ายรูปเหล่าทหาร
แต่ไม่มีนายทหารนายไหน ยิ้มให้กับแสงแฟลชวูบวาบเหล่านั้น

 

"เป็นเธอทุกครั้งเลยสิ ที่อยู่กับฉันในคืนฝนพรำแบบนี้" 


ฉันพูดกับเขาด้วยเสียงที่เบาที่สุด
ตอนที่รถถังยีเอ็มซีเคลื่อนผ่านหน้าเราไปเป็นคันที่สอง
เขาทำแค่ยื่นมือมาประสานไว้กับมือซ้ายของฉัน ไม่หันมามองหรือพูดอะไร

ทหารหลายนายเคลื่อนผ่านเราไป และนี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นทหารและรถถังในตอนกลางคืนในระยะประชิด
เสียงล้อตีนตะขาบบดไปกับถนน เสียงวิทยุสั่งการ เสียงย่ำเท้าของเหล่าทหารในค่ำคืน กลิ่นของอำนาจลอยฟุ้งขึ้นมาจากพื้นถนน
ฉันเริ่มหายใจติดขัด ความไม่มั่นใจบางอย่างทำให้ฉันควานหากล่องบุหรี่จากด้านในกระเป๋าถือแบบสตรีที่เขาซื้อให้


ในวูบหนึ่ง
ฉันนึกไปว่ากำลังตกอยู่ในฉากเข้าจับกุมนายพลในเรื่องสั้นท้ายเล่มหนังสือสีดำ
ฟ้าไร้ดาว-เรื่องสั้นที่ฉันไม่สามารถจดจำชื่อของตัวละครทั้งสี่นั่นได้เลยแม้สักหนึ่งตัวละคร

 


11. ค่ำคืน / ชื้นฝน


"ขอไลท์เตอร์ให้หน่อย ฉันรู้สึกไม่ค่อยดี"

เขาละสายตาจากรถถัง มองหน้าฉันแล้วยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะยื่นไลท์เตอร์ให้
จากปลายนิ้วสัมผัส มือของเขาเย็นเยียบและสั่น
ส่วนมืออีกข้างที่กุมกันไว้ ชื้นเหงื่อจนชุ่ม


เราหัวเราะให้กันแก้เก้อ
ฉันปล่อยมือจากเขา คีบบุหรี่แล้วยกไลท์เตอร์ขึ้นต่อที่ปลายมวน
สูดกลิ่นหอมอ่อนเข้าสุดปอด ก่อนพ่นควันขาวออกอย่างกระหาย
ฉันหยุดสูบ นานเท่าที่เขาเอ่ยถึงพฤติกรรมที่พึงกระทำของหญิงสาวทั่วไป
และทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน ฉันจะฝากไลท์เตอร์ไว้ที่เขา ทำท่าเหมือนกับเขาเป็นผู้คุมความประพฤติส่วนตัวที่ฉันเต็มใจนักหนา

 

เขายืนกอดอก มองออกไปในแสงสลัวกลางถนน
ลมพัดเบา ไฟจากปลายบุหรี่เผาเข้ามาใกล้เรื่อย เรื่อย

ฉันเคาะบุหรี่ลงในกล่องอลูมิเนียมเล็ก ในกระเป๋าถือ ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยหัวเราะ
แล้วบอกว่าฉันเป็นคนประหลาดเกินไปที่รักจะสูบบุหรี่ พร้อมกับรักที่จะไม่ทิ้งเศษบุหรี่ในที่สาธารณะแบบนี้


จนเมื่อบุหรี่หมด ทหารนายหนึ่งเดินเข้ามาพูดคุยกับเขา ถามถึงปลายทางที่ต้องการไปถึงแล้วเรียกแท็กซี่ลีโม่สีชมพูให้กับเรา

เราทั้งคู่ทิ้งถนนและรถถังไว้ข้างหลัง คล้ายกับเดินออกจากความฝันด้วยกัน
เลื่อนมือเข้าประสานกันอีกครั้งโดยไม่มีคำพูดใดเล็ดลอด
ความเงียบอยู่กับเราไปจนถึงตอนที่ประตูแท็กซี่ถูกเปิดออกอีกครั้ง ..


"เราเองก็แปลกใจ ที่ฝนตกทุกครั้งในคืนที่เธออยู่กับเรา"



 

12. ฮารูกิ


กลิ่นฉุนของน้ำยาทาเล็บ ทำให้เขาเวียนหัว
ฉันรู้ถึงความจริงข้อนี้ดีเท่าที่ฉันรู้ว่าเขาทาเล็บได้เรียบร้อยแค่ไหน


ไม่แปลก ที่เขาจะจับเท้าของฉันด้วยมือสวยคู่นั้น บรรจงเปลี่ยนสีของเล็บด้วยหน้าตาจริงจังและมั่นใจอย่างเต็มที่
แต่เมื่อนิ้วเท้าทั้งสิบถูกระบายสีเสร็จ เขาจะต้องออกไปด้านนอกระเบียง สูดไออากาศอื่นให้แทนที่กลิ่นน้ำยาเคมีฉุน
แรกทีเดียวฉันตกใจที่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ แต่นานเข้า การนั่งเฉยปล่อยให้เขาทำงานศิลปะที่ปลายนิ้วแบบนี้กลับกลายเป็นการบำบัดความรู้สึกบางอย่างของเราทั้งคู่

 

พรุ่งนี้ฮารูกิจะแต่งงาน




ฉันแทบไม่เชื่อหูตัวเองในทีแรกที่ได้ยิน
คนเกลียดการผูกมัดเช่นเขา จะหันหลังเดินเข้าวิถีของชีวิตคู่ตามที่ใคร ๆ ทำ

ฉันยิ้มรับคำขอโทษทั้งหลายแหล่ในดวงตาคู่เดิมที่เคยมีฉันอยู่ในนั้นเสมอ

 

 

 



 

.....
..

we are in diaryis.com family | developed by 7republic